จี้ กรมขนส่ง ออกกฎเกณฑ์อะลุ่มอล่ว ตำรวจ เสนอผ่อนผันนั่งแค็บ-กระบะถึงช่วงปีใหม่

สตช.ได้เสนอแนวทาง3ข้อ คือ

1.ที่นั่งแค็บรุ่นที่กว้างเพียงพอให้ติดตั้งเข็มขัดนิรภัย2หรือ3จุด แล้วนั่งโดยสารได้

2.สำหรับท้ายกระบะ หากจำเป็นต้องบรรทุกคน ให้บรรทุกได้ไม่เกิน6คน และติดตั้งราวจับยึด หรือเข็มขัดนิรภัยเท่าที่ทำได้

3.รถกระบะที่บรรทุกคนให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน80กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร เปิดเผย ว่าเมื่อวันที่7เมษายน ที่ผ่านมา ตนในฐานะผู้ช่วย ผบ.ตร.ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้กรมการขนส่งออกหลักเกณฑ์มารองรับการใช้รถกระบะบรรทุกผู้โดยสาร ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522เพิ่มเติม

ทั้งนี้ พล.ต.ท.วิทยา กล่าวว่า เรื่องการใช้รถยนต์ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522ในมาตรา21ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมปี2528ใจความโดยสรุปคือ “ให้สามารถใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน1,600กิโลกรัม เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้” ส่งผลให้สามารถใช้รถกระบะบรรทุกคนได้

“ต่อมาปี2557มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายนี้อีกครั้ง และเพิ่มนำหนักรถเป็น2,200กิโลกรัม และเขียนเงื่อนไขต่อท้ายว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด อย่างไรก็ตามจนถึงบัดนี้ทางกรมขนส่งยังไม่ได้ออกหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในเรื่องนี้ออกมา”

ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า ตามกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเคยมีการอนุญาตให้ใช้รถกระบะในการบรรทุกคนได้ เพียงแต่หลังจากมีการแก้กฎหมายในปี2557และกำหนดเงื่อนไขไว้ ทำให้ถ้ายึดตามกฎหมายจริงๆจะไม่สามารถใช้รถกระบะบรรทุกคนได้ แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าทางกรมขนส่งยังไม่เคยออกกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ออกมา ดังนั้นทางตำรวจจึงเสนอว่ากรมการขนส่งควรจะออกระเบียบเรื่องนี้ออกมา และเขียนเพื่ออะลุ่มอล่วยให้ประชาชนสามารถใช้รถกระบะบรรทุกคนได้โดยให้มีความปลอดภัยระดับหนึ่ง รวมถึงให้สามารถนั่งในแค็บได้ด้วย เพราะกฎหมายเดิมก็เคยให้ทำได้

ทั้งนี้ในหนังสือที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ตามที่ สตช.นำแนวทางปฏิบัติเรื่องบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ได้รับคำร้องเรียนจากผู้ใช้รถกระบะจำนวนมากว่าไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ด้วยความจำเป็นและข้อขัดข้องหลายประการ

“สตช.พิจารณาแล้ว เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกควรพิจารณาออกหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีความปลอดภัยระดับหนึ่งให้กับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์กระบะบรรทุกเป็นรถยนต์โดยสารบ้างในบางโอกาส โดยมิต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงลักษณะรถเป็นรถยนต์บรรทุกคนโดยสารส่วนบุคคลเกิน7ที่นั่ง” หนังสือของ สตช.ระบุ

ทั้งนี้ สตช.ได้เสนอแนวทาง3ข้อ คือ1.ที่นั่งแค็บรุ่นที่กว้างเพียงพอให้ติดตั้งเข็มขัดนิรภัย2หรือ3จุด แล้วนั่งโดยสารได้2.สำหรับท้ายกระบะ หากจำเป็นต้องบรรทุกคน ให้บรรทุกได้ไม่เกิน6คน และติดตั้งราวจับยึด หรือเข็มขัดนิรภัยเท่าที่ทำได้3.รถกระบะที่บรรทุกคนให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน80กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ย้ำว่า หากทางกรมขนส่งยังไม่ออกกฎเกณฑ์เงื่อนไขดังกล่าวออกมา ทางตำรวจก็จะยังไม่จับปรับประชาชนที่ใช้รถผิดประเภท จะยังผ่อนผันไปก่อน และหากทางกรมขนส่งออกกฎเกณฑ์มา ก็คาดว่าจะนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะมีการเดินทางกันมากอีกครั้ง

“คาดว่าระยะเวลาอีกประมาณครึ่งปี น่าจะเพียงพอในการประชาสัมพันธ์และให้ประชาชนเตรียมตัว” พล.ต.ท.วิทยา กล่าว

ทั้งนี้ พล.ต.ท.วิทยา กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (18 เม.ย.) จะมีการหารือเรื่องนี้กับทางกรมขนส่งอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องมาตรการในการให้ประชาชนรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งนั้น เจตนาของรัฐคือเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็ต้องเป็นเรื่องจิตสำนึกของประชาชนที่จะปฏิบัติ เพราะรัฐคงไม่สามารถไปเฝ้าตรวจรถทุกคันได้ แต่หากประชาชนปฏิบัติตามก็จะส่งผลให้บรรเทาความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้

ข้อมูลประกอบ

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522

มาตรา21ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

(1)การใช้รถยนต์บริการธุรกิจหรือรถยนต์บริการทัศนาจรในกิจการส่วนตัว

(2)การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้น

ให้เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว

(3)การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร

*(3 ทวิ) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่5)พ.ศ. 2528)

(4)ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ล่าสุด มีการแก้ไขมาตรา21ข้อ3ทวิ อีกครั้งโดย พ.ร.บ.รถยนต์(ฉบับที่17 )พ.ศ.2557โดยแก้ไขเป็นเพิ่มน้ำหนักรถและเงื่อนไข “3/1การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”

(Visited 66 times, 1 visits today)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *