หมู่บ้านชนตบทรัพย์ หาประโยชน์จากคนใช้รถ

หมู่บ้านชนตบทรัพย์

เปิดโปงหมู่บ้านชนตบทรัพย์…หาประโยชน์จากคนใช้รถ : กวินทรา ใจซื่อรายงาน
มีคำเตือนอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ใช้รถบนถนนสายมิตรภาพ ที่เชื่อมโยงระหว่าง ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ให้ระวังการตกเป็นเหยื่อขบวนการชนและตบทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ระยะหลังกลุ่มมิจฉาชีพเดินสายไปก่อเหตุทั่วประเทศ มีพฤติกรรมการรีดทรัพย์เหมือนกัน ที่สำคัญ เกือบทั้งหมดเป็นคนมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด จนมีการขนานนามหมู่บ้านนี้ว่า “หมู่บ้านชนตบทรัพย์”

ชนตบทรัพย์

หมู่บ้านแห่งนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 100 หลังคาเรือน กว่า 20 ครอบครัวทำอาชีพนี้ มีภรรยาผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และส.อบต.รวมอยู่ด้วย สภาพบ้านเรือนภายในหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่แตกต่างจากบ้านชนบทอื่น เว้นแต่บ้านที่ประกอบอาชีพนี้ สังเกตจะมีรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ไม่น้อยกว่า 2 คัน ด้านหน้ารถด้านขวามีรอยเฉี่ยวชน มีรอยสีติดหลายรอย บางคันก็มีรอยถูกชนที่ด้านท้ายด้วย

ใต้ถุนบ้านรวมถึงร้านค้าในหมู่บ้านเป็นสถานที่ประจำที่คนกลุ่มนี้ใช้พูดคุยถามไถ่ถึงรายได้จากการชนในแต่ละครั้งที่ลงมือ พูดคุยโอ้อวดเสียงดัง จนทำให้ชาวบ้านทั่วไปเริ่มทราบว่า คนบ้านนี้หายหน้าไปแต่ละครั้ง ไปก่อเหตุชนตบทรัพย์ หลายคนไม่เห็นด้วย ต่างเบือนหน้าหนี ไม่คบค้าสมาคม เพราะไม่ต้องการรับรู้พฤติกรรม แต่ก็ไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือน หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เอาผิดได้ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่รับฟัง

คนกลุ่มนี้จะตระเวนก่อเหตุไปตามจังหวัดต่างๆ มีทั้งที่ทำเป็นขบวนการและลงมือเพียงคนเดียว หลังก่อเหตุคนกลุ่มนี้จะกลับเข้าหมู่บ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่บางกลุ่มออกไปตระเวนก่อเหตุ มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง จะใช้วิธีส่งเงินกลับมาให้คนในครอบครัว จะกลับบ้านในช่วงเทศกาลงานบุญประจำปี ไม่ต่างจากคนที่ทำมาหากินต่างถิ่นคนอื่นๆ

ขณะที่บางคนตระเวนก่อเหตุนอกพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง จึงติดตามตัวได้ยาก ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุแล้วเหยื่อไม่ไปแจ้งความ จึงไม่มีหลักฐานเอาผิดคนกลุ่มนี้ไปดำเนินคดี

“เริ่มแรกทำกันอยู่ 1-2 ครอบครัว เดิมเป็นชาวบ้านทำไร่ทำนา แล้วมีชาวบ้านที่ลงไปทำงานที่กรุงเทพฯ มาเล่าให้ฟังว่าไปทำทีเฉี่ยวชนรถคันอื่น เพื่อเรียกค่าเสียหาย เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีก็จะชักชวนกัน บางกลุ่มจะทำเป็นขบวนการในกลุ่มเครือญาติ บางรายติดตามไปดูลาดเลากับคนที่ก่อเหตุชำนาญแล้ว เมื่อไปก่อเหตุบ่อยครั้งก็เริ่มจะแยกตัวออกมาทำเองในครอบครัว ทำให้กลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดิมจะทำในกลุ่มผู้ชายวัยกลางคน แต่ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้หญิงร่วมแก๊ง และเริ่มขยายไปในกลุ่มวัยรุ่นแล้ว” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า เคยเดินผ่านได้ยินคนกลุ่มนี้เรียกค่าเสียหายจากเหยื่อได้เงินมากกว่า 5,000 บาท บางรายก่อเหตุได้กว่า 1 หมื่นบาท จนล่าสุดได้ยินแก๊งมิจฉาชีพเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก่อเหตุมาเรื่อย เมื่อถึง อ.หินกอง จ.สระบุรี ก่อเหตุซ้ำจนรถเหยื่อประสบอุบัติเหตุ มีขวดน้ำแตกในรถ เศษแก้วทิ่มหญิงกำลังตั้งครรภ์เสียชีวิต แต่คนกลุ่มนี้นำมาเล่าสู่กันฟังเป็นเรื่องปกติ เมื่อกฎหมายเอาผิดไม่ได้ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้เหิมเกริม ทำเรื่องผิดให้เป็นเรื่องถูก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่แม้จะหาเงินได้คราวละมากๆ ก็ไม่เคยเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของมิจฉาชีพเหล่านี้จะดีขึ้น

“เป็นอาชีพบาป บางคนหาได้เยอะ แต่ก็หมดไปกับการพนันเยอะ ยิ่งหาได้มาก ยิ่งเล่นมาก ยิ่งซื้อยาบ้ามาเสพมาก ตลอด 10 ปี ยังไม่เห็นมีบ้านไหนมีรถ หรือชีวิตจะดีขึ้นสักราย เรื่องที่เป็นกังวลคือ ต้องการให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการเอาผิด เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผีพนันและติดยาเสพติด และปัจจุบันมีวัยรุ่นเข้ามาทำแบบนี้มากขึ้น จึงเกรงว่าจะทำให้ก่อเหตุรุนแรงได้หากเหยื่อขัดขืน” แหล่งข่าวกล่าว

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ที่ติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้ ให้ข้อมูลว่า มีรายชื่อของมิจฉาชีพในหมู่บ้านนี้ทั้งหมดแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างติดตามพฤติกรรมและจับกุม แต่ส่วนใหญ่หลังก่อเหตุเขาจะพูดคุยกับเหยื่อทำท่าทางน่าสงสาร ค่อยๆ พูดจาหว่านล้อม เรียกค่าเสียหาย จะไม่แสดงอาการก้าวร้าวและไม่ทำร้ายเหยื่อเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หากเห็นว่าเหยื่อไม่ยอมจะไปตกลงที่สถานีตำรวจก็จะปล่อยเหยื่อไป หากเหยื่อรายใดยินยอมจ่ายเงินให้ ส่วนหนึ่งจะนำไปซ่อมรถ ขณะที่บางคนมีอุปกรณ์ซ่อมรถเก็บไว้ท้ายรถ หลังจากก่อเหตุเสร็จแล้วก็จะหาที่ปลอดคนซ่อมแซมรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แล้วจะหาเหยื่อรายต่อไป

“กรณีที่เหยื่อไม่ยินยอม เพราะมั่นใจว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด หากต้องการเอาผิดก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบลักษณะการชนให้ได้ ในแนวทางการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่สามารถระบุได้ว่า ร่องรอยการชนนั้นเป็นการชนเนื่องจากอุบัติเหตุจริงหรือไม่ เพราะสภาพความเสียหายต่างกัน”

ส่วนการเอาผิดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ทำได้ยาก เพราะที่ผ่านมามีเหยื่อต้องการให้เรื่องจบจึงยินยอมจ่ายเงิน เพื่อตัดความรำคาญและเพื่อความปลอดภัย บางรายที่เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้

“การก่อเหตุในลักษณะนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงชีวิตของทั้งสองฝ่าย สำหรับผู้ที่ใช้ถนนที่เป็นผู้หญิง คนแก่ จำเป็นต้องเดินทางมาคนเดียว ต้องเพิ่มความระมัดระวัง หากพบเห็นความผิดปกติ ห้ามลงจากรถ ให้ขับรถไปเรื่อยๆ หาที่ปลอดภัย พร้อมกับโทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หมายเลข 191 เพื่อให้ตำรวจเข้าตรวจสอบ”

จากปากเหยื่อแก๊งชนตบทรัพย์

เหยื่อของเหตุการณ์ เล่าถึงสิ่งที่พบกับตัวเองว่า ขับรถพาลูกไปสมัครเรียนต่อโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เป็นเส้นทางสายหลัก เมื่อขับมาถึงบ้านดงแดง มีรถโตโยต้า วีออส สภาพกลางเก่ากลางใหม่ขับตามมา เมื่อถึงทางโค้งดงแดงจุดเกิดเหตุ คนขับวีออสขับคู่ส่ายไปมา แล้วปาดหน้าระยะกระชั้นชิด จึงพยายามหักหลบ มั่นใจว่าไม่เกิดการเฉี่ยวชนแน่นอน แต่คนขับรถคู่กรณีไม่ยอม และขับตามประกบพร้อมทั้งส่งสัญญาณให้จอด

เชื่อว่าน่าจะเป็นพวกที่ชนตบทรัพย์ที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจขับต่อไม่จอดลงมาพูดคุย แต่คนขับรถรายนี้ก็พยายามส่งสัญญาณ ตบไฟให้จอดรถ จึงสังเกตสภาพรถของอีกฝ่ายทางกระจกหลัง เห็นมีร่องรอยเฉี่ยวชนที่บังโคลนหน้าด้านขวาอยู่แล้ว ระหว่างนั้นคนขับรถวีออสให้สัญญาณทั้งกดแตร ตบไฟหน้ารถ เพื่อให้จอดรถตกลงค่าเสียหาย จึงตัดสินใจจอดรถ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกับคนในครอบครัว พบว่าคนขับเก๋งวีออสเป็นชายอายุประมาณ 40 ปี แต่งตัวเหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป นั่งคู่มากับผู้หญิง จากนั้นชายดังกล่าวพูดจาหว่านล้อม ขอค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาท แต่ปฏิเสธ สุดท้ายก็ต้องยอมตกลงจ่ายไป 1,000 บาท เพราะเกรงจะเกิดอันตรายจากอีกฝ่าย

(Visited 148 times, 1 visits today)